ทำไมต้องรู้ Spec ก่อนซื้อคอนโด by CONNER RATCHATHEWI
- Jul 8, 2018
- 4 min read

วันนี้เจ้จะขอพามาเจาะเน้นที่ Specification (Spec) โดยเฉพาะเลยค่ะ คำว่า Spec ของเจ้ ไม่ใช่แค่เรื่องวัดสุนะคะ แต่ต้องรวมทุกๆด้านที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต (ว้าย! สมชื่อ All About Living ขายของๆ 555)
LOCATION
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอันดับแรกเลยค่ะ เพราะนอกจากจะต้องดูว่าอยู่จริงได้ไหม แล้วต้องดูด้วยว่าในอนาคตจะมีความสามารถในการเติบโตของมูลค่าหรือเปล่า รวมถึงโอกาสของสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากขึ้นค่ะ
โครงการอยู่ห่างจากบันได BTS ราชเทวี 300 เมตร, ห่างจาก BTS พญาไท 634 เมตร และห่างจาก Siam Discovery 1 กิโลเมตรค่ะ
อนาคตตรงสี่แยกราชเทวีจะมีอาคารสำนักงาน SPRING TOWER และ JRK TOWER ขึ้นมาช่วยสร้าง Traffic และความเจริญให้กับย่านนี้ได้อีกมากค่ะ

อนาคตจะมีสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มมาอยู่ตรงหน้าโครงการเลยค่ะ ซึ่งสายสีส้มจะวิ่งไป โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ศูนย์วัฒนธรรม แล้วผ่านเข้าเส้นพระราม 9 สู่รามคำแหงค่ะ
เห็นแบบนี้ก็รู้แล้วค่ะ ว่าจะมีปัจจัยมาช่วยพัฒนาความเจริญของ Location นี้แน่ๆ ต่อไปเราก็ไปเดินดูอาหารการกินกันค่ะ ว่าย่านนี้อยู่ได้จริงไหม
ต้องบอกก่อนว่า ร้านทั้งหมดที่ถ่ายมาอยู่ระยะ 600 เมตรจากโครงการค่ะ





ตรงนี้จะขึ้นเป็นโรงแรมค่ะ


ด้านหน้าและด้านหลังค่อนข้างโล่งมากค่ะ ทิศใต้นี้ ชั้นสูงๆหน่อยวิวสวยมากกก






















รายละเอียดโครงการ
คราวนี้เข้ามาที่ตัวโครงการบ้างค่ะ สิ่งแรกคือเจ้อยากให้ดู Preview Video 30 วินาที จะได้เห็นภาพคร่าวๆ
ที่นี้เราก็มาไล่ดูรายละเอียดโครงการทีละส่วนกันค่ะ

โครงการ CONNER Ratchathewi มีจำนวนห้องแค่ 294 ยูนิตเท่านั้นค่ะ
มีที่จอดรถทั้งหมด 247 ที่ คิดเป็น 84% ค่ะ
เป็น Automatic Parking 232 คัน และที่จอดรถแบบปกติ 15 คันค่ะ

สำหรับระยะห่างระหว่างตัวอาคารกับถนนเพชรบุรีคือ 35 เมตรค่ะ รวมถึงถนนเพชรบุรีหน้าโครงการกว้างมากถึง 33 เมตร (รวมฟุตบาทนะ) ทำให้วิวห้องด้านหน้ามีระยะห่างจากที่ดินฝั่งตรงข้ามถึง 68 เมตรเลยค่ะ

เรื่องการออกแบบของที่นี่มีความโดดเด่นมากค่ะ Design จะมีความเรียบ เท่ และฉลาด เปรียบเป็น Fashion Brand ก็จะอารมณ์ Calvin Klein Premium ที่มีสไตล์ความเป็นคนเมืองค่ะ
ส่วนกลางแรกที่เจอคือ สวนหน้าโครงการที่ออกแบบได้ฉลาดมาก สร้างความ Private และความเย็นสบาย ด้วยการซ่อนตัวลงในดิน 2.1 เมตร พร้อมปลูกต้นไม้สูงรอบขอบสวนด้านบน รวมถึงสร้างน้ำตกลงมาในสวน ด้วยทั้งละอองน้ำ ร่มเงาของต้นไม้ และความเย็นของดิน ทำให้ไม่ร้อน นั่งพักผ่อนได้จริงค่ะ

พอลงจาก Drop Off จะเจอ Lobby เพดานสูง 6 เมตร ที่รายล้อมด้วยน้ำล้นเข้าสู่ตัวอาคาร ซึ่งมีข้อดีทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์และฮวงจุ้ยค่ะ (เจ้เคยอ่านมาบ้าง)
น้ำที่อยู่รอบๆเนี่ย ทำให้อากาศรอบๆเย็นสบายค่ะ รวมถึงอากาศที่ร้อนจะมีความหนาแน่นของโมเลกุลต่ำ ทำให้ไหลขึ้นสู่ที่สูง อากาศบริเวณที่นั่งพักก็จะเย็นสบายค่ะ
เพดานสูงยังส่งผลบวกต่อการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารค่ะ (Executive Function อธิบายเพิ่มเติมด้านล่างค่ะ)
ส่วนในทางฮวงจุ้ย การมีสระน้ำล้นเข้าหาตัวบ้าน บริเวณหน้าบ้าน ถือว่าดีค่ะ เป็นการดึงพลังบวกเข้ามาในบ้านค่ะ (แต่ห้ามเอาสระน้ำไว้หลังบ้านนะคะ)
งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาบางชิ้นพบว่าห้องเพดานสูงทำให้ผู้อาศัยรู้สึกถึงอิสรภาพ ช่วยส่งผลถึงความรู้สึกและความคิดด้านบวก โดยงานวิจัยดังกล่าวให้กลุ่มตัวอย่างทำงานในห้องที่มีความสูงของเพดานห้องที่ต่างกัน ผลจากการวิจัยพบว่าความสูงของเพดานที่มากขึ้นส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพในการจัดการกับความคิดที่ดีขึ้น ยังมีอีกงานวิจัยที่ใช้เทคโนโลยี neuroimaging โดยการให้กลุ่มตัวอย่างดูภาพของห้องชุดกว่า 200 ภาพที่มีความสูงต่างกันและ Scan เพื่อดูการทำงานของสมอง พบว่าภาพห้องชุดเพดานสูงส่งผลต่อการทำงานมากขึ้นของสมองส่วน Precuneus ด้านซ้ายเกี่ยวข้องกับความจำต่อเหตุการณ์ (episodic memory) และการมองเห็นภาพและการแยกแยะ (visuospatial imagery) และสมองส่วน middle frontal gyrus ด้านซ้าย เกี่ยวข้อง “กิจบริหาร” (executive function) การวางแผนและการรับรู้ที่ซับซ้อน บุคลิกภาพ การตัดสินใจ ความสามารถในการจำแนกความคิดที่ขัดแย้งกัน การควบคุมความประพฤติที่เกี่ยวข้องกับสังคม การคิดและการกระทำที่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งเป็น Skill ที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้บริหารหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จ
นอกจากนั้นในทางฟิลิกส์ ห้องเพดานสูงยังมีประโยชน์ในเรื่องของอุณหภูมิห้อง เนื่องจากอากาศทีมีอุณภูมิสูงจะมีความหนาแน่นต่ำ ทำให้ลอยตัวสูงขึ้น ซึ่งจากงานวิจัยวัดอุณภูมิในห้องที่มีความสูงแตกต่างกันนั้น พบว่าห้องที่มีเพดานสูงที่สูงกว่า จะมีอุณหภูมิในบริเวณที่อยู่อาศัยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆเช่นวัสดุและพฤติกรรมด้วย)
Reference: www.fastcodesign.com/3043041/why-our-brains-love-high-ceilings

ส่วนเรื่องของ Design นางก็เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ Designer Brand ราคาสูง Arne Jacabsen Egg Chair for Fritz Hansen ที่ถูกออกแบบในปี 1956 โดย Arne Emil Jacobsen สถาปนิกและนักออกแบบระดับโลกชาวเดนมาร์ก และถือว่าเป็นเก้าอี้ที่มีความโด่งดังและ Classic มากๆในวงการออกแบบ


เนื่องจากที่จอดรถ 78.9% เป็นแบบ Automatic Parking ซึ่งข้อดีของมันคือ ไม่ต้องเดินหารถค่ะ! เจ้รู้ว่าพวกเธอต้องเคยเป็น คือพอจะใช้รถแล้วจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนจอดไว้ไหน
ปัญหานั้นจะหมดไป (ประโยคดูจอร์ชกับซาร่ามาก) เพราะเธอแค่แตะบัตร RFID รถก็จะลงมาหาถึงที่ค่ะ ระหว่างนั้นก็นั่งรอสวยๆ ใน Waiting Lounge แห่งนี้ค่ะ
เรื่องของ Automatic Parking ของที่นี่ก็มีความล้ำไปอี๊ก คือเค้าบอกว่าเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่เรียกว่า Smart Park Robot 3 ที่แก้ปัญหาที่เกิดจากตัวเก่าๆเช่น มีค่าซ่อมบำรุงสูง ระบบหนีบล้อที่ทำแมคล้อรถเป็นรอย แต่อันใหม่จะเป็นระบบ 'ช้อนล้อ' ที่จะ adjust ให้ตรงกับล้อรถและช้อนจากด้านใน ไม่ทำให้แมคล้อรถเป็นรอย
แถมที่นี้เค้ายังมีช่องจอด Automatic Parking มากถึง 4 ช่องค่ะ (ความจริงแล้วข้อเสียของตัว Automatic Parking คือเรื่องรอนานค่ะ ฉะนั้นถ้าทั้งโครงการมีช่องจอดแค่ 1 ช่อง เวลาเร่งด่วนนี้คือตายค่ะตาย แต่ของที่นี่ให้มาตั้ง 4 ช่อง (เข้า 2 ออก 2) แต่ว่า แต่ละช่องจะมี ถาดรับรถ 2 ถาดสลับวนกันทำงาน มันก็จะมีความเร็วมาก ไม่ต้องรอนาน
อีกเรื่องคือเวลาไปดูคอนโดที่ใช้ Automatic Parking ต้องถามเค้าด้วยนะคะว่าจอดรถ SUV ได้ไหม เพราะบางระบบก็จอดไม่ได้นะคะ แต่ของที่นี้จอดได้ 90 คันค่ะ ยังไม่รวมที่จอดแบบปกติอีก 15 คันนะคะ

ถัดมาเป็นห้อง Delivery Box และ Storage Room
โดย Storage Room ก็จะเป็นห้องสำหรับเก็บของขนาดใหญ่ค่ะ มันก็จะเป็นอารมณ์แบบ Smart Locker ที่ Upgrade ขึ้นมาอีกเป็นห้องเลย ดูหรูหรา เหมาะกับคอนโด
ส่วนห้อง Delivery Box เพราะจะมีช่องเก็บของสำหรับเก็บอาหาร สามารถปรับอุณหภูมิได้ ไม่ว่าจะเป็นอุ่นร้อน เย็น หรือแช่แข็ง
(อันนี้เจ้แอบแทรกนิดนึง คือช่องอุ่นร้อนก็ปกติแหละ คือบางทีสั่งอาหารมาแล้ว แต่รถติดอยู่ยังกลับไม่ถึงห้อง อาหารก็ยังอุ่นพร้อมทานได้อย่างอร่อย / ส่วน Freeze ก็คืออุณภูมิ 0 ถึง -20 องศา เหมาะสำหรับ Lifestyle คนยุคใหม่ที่ชอบสั่งพวก เนื้อวากิว หรือ Lobster นำเข้า ให้มาส่งที่คอนโดงี้ ซึ่งส่วนมากเค้าก็จะมาส่งเวลาที่เราออกไปทำงาน แล้วใครจะรับของละคะ ฝากไว้ห้องนิติก็ละลายเสียหมดค่ะ / กลับมาที่ช่องเย็นบ้าง ก็คือ 4 องศา คือเป็นอุณหภูมิที่ Bacteriaโตช้าทำให้อาหารเสียช้าลง แต่ก็ไม่เย็นจนทำให้อาหารเสียคุณภาพค่ะ จะเหมาะกับกลุ่มที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ที่ชอบสั่งอาหาร Healthy ระดับ Topเท่านั้น อย่างที่เจ้เคยเจอก็เป็นแบบ สั่งผัก ผลไม้ นม นำเข้าจากต่างประเทศ ที่ต้องเป็นออแกนิค มี Certificate ยืนยันเท่านั้น อันนี้มันเป็น Lifestyle คนรวยจริงๆค่ะ)
ไอ้เจ้า Delivery Box เนี้ยมองเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆแล้วแอบสำคัญเพราะมันแสดงให้เห็นว่า นางเข้าใจ Lifestyle ลูกค้าของนางจริงๆ อันนี้ชื่นชมค่ะ
ต่อมาจะเป็นส่วนกลางที่ชั้น 4 ค่ะ

จะเป็นชั้นพักอาศัยค่ะ เนื่องจากตัวตึกเปิดช่องแสงตรงกลาง ทำให้เป็น Single Loaded Corridor ในชั้นที่เป็นห้อง LOFT อีกทั้งยังเน้นการถ่ายเทของอากาศด้วยการเปิดให้มีหน้าต่างในโถงทางเดินถึง 4 จุดค่ะ
บนชั้น 4 จะมี Study Area หรือจะเรียกว่า Co-Working Space ก็ได้ ซึ่งมีความสูงเพดาน 4.2 - 7.85 เมตรเลยค่ะ อย่างที่บอกไปข้างบน เรื่องประโยชน์ของเพดานสูงที่มีผลต่อการทำงานของสมอง เจ้ว่าเรื่องนี้มันเหมาะกับ Co-Working Space มาก เพราะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง ต้องถือว่าที่นี่ออกแบบมา สวย เท่ ฉลาด รอบด้านมากจริงๆค่ะ

ด้านซ้ายของรูปจะเป็นการออกแบบที่ใช้หลัก Private Space in Public Area ที่เป็น Trend การออกแบบของทุกวันนี้ค่ะ คือสามารถใช้พื้นที่สาธารณะ แต่ไม่รู้สึกว่าถูกรบกวน
หน้าต่างขนาด 7.85 เมตรนี้ จะเปิดรับช่องแสงธรรมชาติทางทิศเหนือ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ (อีกแล้ว 555) คือตาคนเราจะมี Reception รับแสง แล้วมันส่งข้อมูลตรงไปที่สมองส่วน hypothalamus เพื่อทำให้ Pineal Gland หยุดผลิตฮอร์โมน Melatonin (ที่ทำให้เราง่วงนอน) ก็เลยทำให้เรารู้สึกตื่นตัวค่ะ อีกทั้งแสงทางทิศเหนือ ไม่ร้อนมากเกินไป ทำให้ห้อง Study Room นี้ สามารถใช้งานตลอดทั้งวันค่ะ
Reference : https://www.brightenyourmood.com/effects-light-brain/

ขึ้นมาที่ชั้น 5 กันต่อค่ะ

บนชั้นนี้จะมีส่วนกลางที่เรียกว่า The Club Area ที่เป็นอารมณ์เหมือน Wine Cellar + Business Lounge เพดานสูง 3 เมตรพร้อมกระจกหน้าต่าง Size ใหญ่พิเศษเต็มความสูง ที่อยู่ท่ามกลางสระน้ำล้นและพื้นที่สีเขียวของ Vertical Garden ความสูงกว่า 80 เมตร ซึ่งเค้า Claim ว่าใช้ต้นไม้ขนาดเล็กทั้งหมด 145,987 ต้น เป็นพื้นที่ 5,839.50 ตารางเมตร ซึ่งมันก็จะมีคำถามกลับมาว่า พอมันเป็นต้นไม้ขนาดเล็ก แล้วมันจะเริศไหม ผลิตออกซิเจนได้แค่ไหนกัน เจ้เลยไปหาวิธีคำนวณมาให้ค่ะ

เค้าบอกว่าต้น 150 กรัมจะผลิตออกซิเจนได้ 32 กรัมต่อวัน ซึ่งเท่ากับ 22 ลิตร (ขึ้นกับสภาพแสดง อุณหภูมิ และความกดอากาศนะคะ)
ซึ่งถ้าตีง่ายๆว่าต้นไม้ขนาดเล็กสำหรับ Vertical Garden หนักประมาณ 10 กรัม (0.1 ขีด) ต่อต้น (ไม่รวมดินนะ) ต้นไม้ทั้งหมด 145,987 ต้น ก็จะหนัก 1,459,870 กรัม ซึ่งเท่ากับ ออกซิเจนประมาณ 214,000 ลิตร คนเราใช้ออกซิเจนวันละ 550 ลิตร แปลว่า Vertical Garden ตรงนี้สร้างออกซิเจนที่เพียงพอสำหรับคน 389 คนโดยประมาณเลยนะค้าาา
อันนี้คำนวณเล่นๆนะคะ ซึ่งตัวเลขจะไม่ได้เป๊ะมาก แต่ที่แน่ๆว่า การคายน้ำจากการสังเคราะห์แสง จะทำให้อุณหภูมิโดยรอบเย็นสบายแน่นอนค่ะ อิอิ
Reference : https://www.gardenmyths.com/houseplants-increase-oxygen-levels/

แล้วก็จะมีคำถามอีกว่า แล้วมันจะเป็นต้นไม้จริงๆใช่ไหม ไม่ใช่ต้นไม้ปลอม หรือหญ้าปลอมมาแปะผนังตึกใช่ไหม แล้วมันจะตายไหม จะดูแลยังไง?
อันนี้นางก็มีคำตอบให้ค่ะ คือเค้าใช้ระบบ Smart Irrigation System ที่นำเข้าจาก USA โดย จะนำน้ำสะอาด เข้าสู่ Smart Link Controller เพื่อคำนวนปริมาณน้ำ ที่จะส่งไปยังต้นไม้ในแต่ละชั้น และมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในวันถัดไปหากฝนจะตก หรือรายงานเหตุท่อแตกหรือรั่วซึม หรือแรงดันน้ำสูง/ต่ำกว่าปกติ ที่สามารถทำงานได้อัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ อีกทั้งพืชที่ใช้ในแต่ละจุดจะมีการคำนวณปริมาณแสงมาแล้วเป็นอย่างดีค่ะ

บนชั้น 5 ยังมี Reservation Deck ที่เป็นพื้นที่ Outdoor สำหรับฟินกับ Vertical Garden และวิวเมืองทิศเหนือค่ะ

บนชั้น 13, 15, 17 จะมีพื้นที่สวนพักผ่อนด้วยนะค่ะ
ต่อมาบนชั้น 19 จะเป็นสระว่ายน้ำรูปตัว U ที่ Take View ได้ 360 องศาค่ะ ซึ่งจะเป็นวิวที่สูงมากๆ เนื่องจากว่า Floor - Floor ของชั้น 4 - 18 อยู่ที่ 4.9 เมตรเลยนะคะ
บริเวณสระจะมี Jacuzzi, Lap Pool ยาว 23 เมตร และ 35 เมตรค่ะ โดยจะมีส่วนที่เป็น Outdoor 21.5 เมตรค่ะ


ชั้น 20 ที่เป็น Fitness จะมีของเกร๋ๆคือห้องกระจกที่ยื่นออกไปกลางอากาศด้วยค่ะ ความสูงของเพดานอยู่ที่ 3 เมตร ละสามารถชมวิวได้ 360 องศาเช่นกันค่ะ จุดสังเกตุคือกระจกหน้าต่างที่มีความสูงมากกว่า 3 เมตร (เลยฝ้าขึ้นในช่องรางม่าน) ซึ่งปกติแล้ว ขนาดของวัสดุก่อสร้างมาตราฐานจะอยู่ที่ 1.2 x 2.4 เมตรค่ะ นั้นทำให้ อะไรก็ตามแต่ที่ใหญ่กว่านี้ จะต้องสั่งทำพิเศษเท่านั้น ซึ่งราคาก็จะสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเพราะจะมีความเสี่ยงในการขนส่งติดตั้งเพิ่มเข้ามาอีกค่ะ แต่คนอยู่อาศัย ก็จะมีความฟินกับขนาดที่อลังการของกระจกค่ะ


แล้วก็ถึงเวลาเข้ามาในห้องพักกันบ้างค่ะ
โดยห้องชุดจะมีขนาดแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆก่อน คือแบบ LOFT เพดานห้องสูง 4.5 เมตร และแบบ SIMPLEX เพดานห้องสูง 3 เมตรค่ะ
เรามาดูแบบ LOFT กันก่อนคะ ห้อง LOFT ที่นี่จะเป็นแบบ 1 Bedroom 1 Bathroom ทั้งหมด มีขนาดตั้งแต่ 30 - 42 ตารางเมตรแบบไม่รวมชั้นลอยที่มีขนาดตั้งแต่ 15.2 - 21.1 ตารางเมตร ที่ถือว่าใหญ่กว่า LOFT ของที่อื่นมาก สามารถวางเตียง 6 ฟุตได้สบายๆค่ะ
ข้อดีของห้อง LOFT ก็แบบที่เจ้บอกไปแล้วข้างบนเรื่องของการทำงานของสมองและเรื่องของอากาศชิมิค่ะ
แต่ห้อง LOFT ที่นี่จะโดดเด่นกว่าที่อื่นมากในเรื่องของวัสดุ เริ่มจากกระจกหน้าต่างที่เห็นเลยว่า ให้บานใหญ่จริงจังมาก เทียบกับห้อง LOFT ของเจ้าอื่นในตลาดเจ้ให้ที่นี่ชนะขาดค่ะ อีกปัญหาที่เจอบ่อยๆคือ เค้าจะไม่กั้นกระจกห้องนอนมาให้ ผลที่ตามมาคือค่าไฟแพงมากกก มีคนมาโพสไว้ใน Fight Club ว่าค่าไฟตกเดือนละ 3,000 กว่าบาทแนะ แต่ของที่นี่เค้ากั้นห้องนอนเป็นกระจกใสบานใหญ่มาให้เลย ทำประหยัดไฟ เป็นสัดส่วน และยังได้วิวอยู่ รวมถึงราวกันตกบันไดที่เป็นกระจกด้วย ซึ่งแพงและสวยกว่าราวเหล็กหรือราวสแตนเลสของเจ้าอื่นในตลาดมากค่ะ


ด้านบนของห้อง LOFT ก็จะบิ้วตู้เสื้อผ้ามาให้ใหญ่มาให้ เชื่อว่าคุณผู้หญิงไม่น่าบ่นแน่นอน 555
เจ้จะขอยก Plan มาให้ดูสัก 2 แบบนะคะ

คืออยากให้ดูความฉลาดในการออกแบบห้องของนางค่ะ คือห้องนี้หน้ากว้างอยู่ที่ 5.2 เมตร (ฝั่งกระจก) ซึ่งนางก็ออกแบบพื้นที่ Living Area ให้เป็นแบบ Open Space ที่ฝรั่งเค้าจะชอบมากกก เพราะพวกนางจะชอบพาเพื่อนมา Party เลยต้องการครัวสวยๆ ไว้อวดได้ อย่างเพื่อนเจ้ที่มาจากออสเตรเลีย นางก็จะชอบชวนไป Party ที่ห้องนางมาก ไม่ว่าจะเป็น Potluck เอย หรือเป็น Cooking Class เอย เพราะนางชอบกิน และทำขนมอร่อยมากค่ะ
ส่วน Plan ที่เจ้ชอบมากที่สุดก็คือ B5 ค่ะ เพราะเป็นห้องมุมที่ให้กระจกมาแบบ WOW มากกก เพราะเป็นหน้าต่างกระจกเกือบทั้งหมด อย่างฝั่งที่ยาวที่สุดคือ 7.6 เมตรเป็นกระจกเต็มๆ และอีกฝั่งคือ 4.85 เมตรค่ะ

ต่อไปมาดูห้องแบบ SIMPLEX กันค่ะ ซึ่งจะมี 3 แบบค่ะ คือ
1 Bedroom (34.9 – 35.4 ตารางเมตร)
1 Bedroom Plus (50 ตารางเมตร)
2 Bedrooms (ุ69 - 73 ตารางเมตร)
ความพิเศษคือ มีหน้ากว้างขั้นต่ำอยู่ที่ 7 เมตรค่ะ รวมถึงเป็นห้องมุมเยอะมาก




ให้ดู Plan ห้องกันบ้าง



ที่นี้มาดูเรื่องของ Spec ภายในห้องกันบ้างค่ะ



จริงๆแล้วต้องบอกว่า Brand ที่ให้ ไม่ต่างกันค่ะ แต่จะเรื่องของรุ่น Size และ Function มากกว่าที่ต่างกันไปตามขนาดห้อง
เริ่มจากหน้าประตูก่อนเลยคะ Digital Door Lock เป็นของ Yale ที่เป็นรุ่น Push & Pull ที่ได้ทั้งกุญแจ รหัส บัตร และ Scan ลายนิ้วมือ ซึ่งปกติแล้วราคาก็จะอยู่ที่ 2-3 หมื่นแล้วค่ะ

พื้นห้องจะเป็น Engineering Wood หนา 10 มิล
มันคืออะไร เจ้าไม้วิศวกรรมอะไรเนี้ย?
มันคือการเอาผิวหน้าไม้จริงของไม้ที่มีราคาสูงมาปิดผิวบนไม้ชนิดอื่นค่ะ อย่างพวกไม้ยางพาราหรือไม้อัดค่ะ ซึ่งจะดีกว่าพวกพื้นลามิเนต ทั่วไปตรงที่ 1. วัสดุปิดผิวเป็นวัสดุสังเคราะห์ ไม่ได้ผิวสัมผัสของไม้จริงค่ะ
2. คือการรองพื้นของลามิเนตส่วนมากจะเป็น MDF หรือกระดาษอัด ซึ่งไวต่อการบวมน้ำและเชื้อราค่ะ (ไม้อัดจะทนมากกว่า แต่ก็เป็นได้เหมือนกันนะคะ) สำคัญสุดคือ ราคาแพงมากค้าาา (รายละเอียดขึ้นอยู่กับรุ่น และ Brand นะคะ)
แล้วทำไมไม่ใช้พื้นไม้จริงไปเลยล่ะ?
1. แพงมากกก
2. บำรุงรักษายากมากกก และแพงมากยิ่งกว่าอีก ซึ่งจะเป็นภาระกับเจ้าของห้องเองนั้นแหละ ที่ต้องมาปวดหัวกับค่าซ่อมบำรุงตามหลัง
ฉะนั้นพื้น Engineering Wood นี้แหละค่ะ ดีแล้ว

คือชุดครัวก็จะได้เป็นของ Gorenje (Brand ยุโรป) ที่ออกแบบโดย Ora Ito (นักออกแบบชาวฝรั่งเศสที่เคยร่วมงานกับ Brand ยักใหญ่อย่าง Emilio Pucci และ Heineken) ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่คอนโดตารางเมตรละ 3 แสนกว่าบาทก็ใช้ค่ะ

ยกตัวอย่าง Hood ในรูปนี้ (1 Bedroom Plus และ 2 Bedroom) เค้าบอกว่ามันทั้งเงียบ และมีระบบปรับแรงดูดเองอัตโนมัติ (รวมถึงปิดเองเมื่อไม่ใด้ใช้งานด้วย) แถมยังมีระบบฟอกอากาศที่จะทำงานอัตโนมัติด้วยค่ะ
ส่วนราคาเต็มก็ 37,900 บาทเอ้งงง! เตาไฟฟ้าก็ราคาเต็ม 69,900 บาทน่ะ แล้วคิดดูว่าทั้งครัวจะกี่บาท 555


สำหรับ Sink, ก๊อก และเครื่องปั่นเศษอาหาร จะเป็นของ Teka ค่ะ ความเริศมันอยูที่เครื่องปั่นเศษอาหารและก๊อกแบบที่ดึงถอดหัวได้นี้แหละค่ะ


ส่วนพื้นเป็น Porcelain ของ COTTO ที่ทำลวดลายและผิวสัมผัสเลียนแบบหินธรรมชาติ
แล้วทำไม ไม่ให้หินจริงๆล่ะ?
เพราะว่าหินธรรมชาติจะมีรูพรุน ทำให้คราบสกปรกฝั่งตัวลงไป เกิดเป็นรอยด่างได้ง่ายค่ะ พอผ่านไปนานๆก็จะไม่สวย
แต่ Porcelain ของ COTTO รุ่นนี้ขอบอกเลยว่าเหมือนหินจริงมากกก อีกทั้งยังไม่มีลายซ้ำๆกันมาให้อุจาดตาเหมือนห้องน้ำวัดนะคะ เพราะเค้า Claim ว่า ทุก 40,000 แผ่น ถึงจะมีลายซ้ำกันแผ่นนึงค่ะ

สำหรับห้อง 1 Bedroom และ 1 Bedroom Plus จะได้ลายนี้ค่ะ

ลายนี้ของห้อง 2 Bedrooms ค่ะ

ต่อไปเป็นห้องน้ำนะคะ ก็จะมี Hi-light 2 ตัวค่ะ ที่ราคาสูงมากกก ตัวแรกเลย Rain Shower ของ Hansgrohe เป็น Brand German ที่ถือว่าอยู่ในระดับ Top Brand ที่เลือกใช้กันในคอนโดมิเนียมระดับ Luxury ส่วนตัวเจ้นั้นก็มีความดัดจริตในการไปลองซื้อมาใช้ได้ 2 ปีแล้ว (ไม่ใช่รุ่นนี้นะคะ แค่หัวฝักบัวค่ะ) ต้องบอกแบบไม่สตอเลยว่า มันต่างจริงๆค่ะ คือน้ำมันจะแรงแต่นุ่มกว่ามาก ส่วนราคา เจ้ไม่รู้ว่ารุ่นนี้เท่าไร แต่เคยไปดูรุ่นคล้ายๆกัน น่าจะประมาณ 4-5 หมื่น++ ค่ะสำหรับราคาเต็ม

ต่อมาคือ COTTO Washlet รุ่น Tunio ที่ราคาเต็มสูงถึงตัวละแสนกว่าบาทค่ะ

Set อ่างล้างหน้าจะเป็นของ TOTO ค่ะ
สรุป
เจ้ว่าการจะเลือกซื้อคอนโดเนี้ย การเข้าใจวัสดุที่เค้าให้มาเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่แพ้เรื่องทำเล หรือศักยภาพในการเติบโตของราคาเลยค่ะ ซึ่งก็ต้องดูด้วยว่า ของบางชั้น เราอาจจะเปลี่ยนเองได้หรือ Renovate ใหม่ได้เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ แต่วัสดุบางอย่าง เช่น ความสูงห้อง (เปิดฝ้าได้นิดหน่อย) ขนาดหน้าต่าง ส่วนกลาง เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนได้ ฉะนั้นเจ้ว่าเราควรเข้าใจ Spec ให้รอบด้าน เพื่อจะได้บ้านที่อยู่แล้วมีความสุขไปนานๆค่ะ
งานนี้ขอขอบคุณ CONNER Ratchathewi ที่เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ สำหรับคอนโดมิเนียมที่ให้ Spec ของในเกรดที่ดีมากๆค่ะ
สนใจโครงการ ลงทะเบียนได้ที่ http://conner-ratchathewi.com
แล้วเตรียมพบห้องตัวอย่างของจริงในงาน Pre-Sale วันที่ 4 - 5 สิงหาคมนี้ค่ะ

Comments