top of page

คุ้มไหม Premium Eco - Thai Lion Air ไปญี่ปุ่น คลิ๊กมาดูค้า!

  • Aug 8, 2019
  • 2 min read

ได้เวลาเทศกาลจองตั๋ว

ไปเที่ยวใบไม้เปลี่ยนเดือนตุลาคม

ที่ญี่ปุ่นกันแล้วค้าาา!

ช่วงเศรษฐกิจไม่ค่อยดีแบบนี้

เราก็สวยหรูดูดีแบบประหยัดกันหน่อย

ด้วยการนั่ง Business Class ของสายการบิน Low Cost Carrier (LCC)

ที่ราคาเบาๆกว่ามากกก

นี้เจ้มา Tokyo : 5 -19 Aug ราคาแค่ 20,000 บาทเอง

เที่ยวกับ Business Class ของ Full Service Carrier (FSC)

ที่ราคาวิ่งไป 3-4-5 หมื่น+++ นู้น

อีกอย่างที่ชอบคือ ราคาไปกลับประมาณ 20,000 บาทนี้

เจอได้บ่อยมากกก ไม่ค่อยหลอกลวง

ไม่เหมือนคู่แข่ง ที่บางทีขาไปถูกมาก

แต่ขากลับ โห แพงยังกับ Full Service

* * *

แนะนำเลย!

ใครจะพาพ่อแม่มาเที่ยว

เจ้ว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ

เพราะด้วยความที่เราสวยและเป็นลูกกตัญญูมาก

เราคงไม่จอง Low Cost - Eco ให้พ่อแม่นั่งจริงมะคะ

พอจอง Full Service ไม่ต่อเครื่อง

ก็ราคาเฉลี่ย 15,000 - 19,000 บาท/คน

ซึ่งก็ไม่ได้สบายอะไรมากมาย

เจ้เลยว่า จองอันนี้เถอะ

20,xxx บาท ที่นั่งกว้างสบายมากกก

ละมีแค่ 18 ที่นั่ง

พ่อแม่จะลุก-นั่ง ไปห้องน้ำ อะไรก็สะดวก

น้ำหนักกระเป๋า 30 + 7 kg

เสร็จแล้วก็ขอ(บังคับ)

ให้พ่อแม่อวยพร ให้เราเจริญๆ

ทำบุญกับพ่อแม่เค้าว่าบุญแรงอันดับ 2

รองจากตัดกิเลศเลยนะเธอ

ซึ่งยังไงก็ตัดไม่ได้หรอก กิเลศเนี้ย

ฉะนั้น ทำบุญกับพ่อแม่สะ เริศ เจริญ เจ้รับรอง

* * *

แต่สำหรับการรีวิว LCC

เจ้ต้องขอตัดเรื่องการให้คะแนน 'อาหาร' ออกนะคะ

เพราะแค่เค้ามีให้กินก็บุญแล้ว 555

. . .

เวลา

ดอนเมือง - Tokyo (Narita)

เครื่องออกจากดอนเมือง 00.50

ไปถึง Tokyo เช้า 09.10

ถ้าเป็นสายสูงอายุแบบเจ้ 555

เริ่มจะบินแบบ Overnight Flight ไม่ค่อยไหวค่ะ

เพราะเป็นกะเทยนอนยาก ลงเครื่องแล้วกลายเป็นศพ เบลอสุด

แต่ถ้าเป็นสายคุ้ม นอนได้ทุกที่

เวลาขาไปคือเริศมาก ลงเครื่องปุ๊ปเที่ยวได้เลย

ปัญหาคือ ตอนเจ้ไป Delay ค่ะ

เครื่องออก 02.15 ไปถึง Tokyo ประมาณ 11 โมงได้

ส่วนขากลับ

Tokyo (Narita) - ดอนเมือง

เครื่องออก 10.40 เจ้ว่าเป็นเวลาที่ไม่ค่อย OK ค่ะ

เพราะต้องแหกขี้ตาตื่นเช้า

มาขึ้น NEX ไปสนามบิน

(ประมาณ 1 ชั่วโมง ควรเผื่อเวลาในการรอรถอีก)

อย่างน้อยน่าจะมีเวลาให้ออกไปเดินแรดรอบโรงแรมสักรอบ

ดอนเมือง - Osaka (KIX)

ขาไป ดูเหมือนจะดีเลย ออกจาก กรุงเทพฯ 05.55

แต่พอคำนวนย้อนกลับไปว่าต้องไปถึงสนามบินกี่โมง

ต้องตื่นกี่โมง ก็แอบเหนื่อยเหมือนกันนะ

กลัวที่สุดคือกลัวไม่ตื่นค่ะ

อันนั้นแบบกรี๊ดหนักเลยจ้าาา

แต่ขากลับเวลาเริศมาก ออกบ่าย 3

อย่างน้อยได้เดินเล่นสักรอบ

กินเช้า กินกลางวัน ก่อนกลับได้

. . .

สนามบินดอนเมือง (DMK)

สารภาพว่าไม่ค่อยได้มาดอนเมือง

ไม่ได้ดัดจริตยะ แต่คอนโดเจ้อยู่อ่อนนุช

ไปสุวรรณภูมิมันใกล้กว่ามากกก

มารอบนี้รู้สึกแบบ เห้ย!

นางทำดีขึ้นเยอะนะ

ใครหิว อย่าได้พลาดผ่านไปก่อนเด็ดขาด

เพราะของก่อนอยู่ข้างนอกหมดเลยค่ะ

ให้ขึ้นไปข้างบน โอ้ย! เธอ ร้านอาหารเพียบ ราคาไม่แพง

ยิ่งเป็น Serenade Platinum ได้ของกินฟรีจริงจัง

แต่เจ้ไม่ได้เป็น Lounge ก็ไม่มี ก็ซื้อกินไปสิ

อาหารนะคะ ไม่ใช่ผู้ชายค่ะ 555

. . .

ต่อมาเป็นเรื่องการ Check - in ค่ะ

นางก็จะมีแถวพิเศษให้ไม่ต้องต่อคิวยาวอลังการ

เพราะว่าเครื่องนึงมี Premium Eco แค่ 18 ที่นั่งเองค่ะ

แต่ที่ไม่เก๋คือ Boarding Pass

แค่ใช้ Stamp คำว่า Premium ลงไป

ไม่เกร๋เลย มันถ่ายรูปลง Facebook / IG แล้วไม่ Cool

เข้าใจป่ะเพ่! 555

แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

จริงๆต้อง Board 00.05

แต่นาง Delay จ้า สรุปว่ากว่าจะ Board ปาไป 02.05

2 ชั่วโมง!!!

เนื่องจาก Delay, Premiun Eco ก็ต่อคิวไปนะจ๊ะ

คือประกาศนะ ไม่พนักงานก็ไม่ได้ให้ขึ้นก่อนอยู่ดี

แต่ไม่เป็นไร รีบไปเถอะ ง่วงแล้ววว!

ที่นั่งเป็นแบบ 2-2-2 นะจ๊ะ

ข้อดีคือเหยียดขาได้เต็มที่

เพราะช่องวางแค่ไม่แคบ

ข้อเสียคือมันจะไม่ Private ค่ะ

ซึ่งจะสังเกตุเห็นว่า Full Service รุ่นใหม่ๆ

เลิกทำที่นั่งแบบนี้กันแล้ว

ดูด้วยตาคือเหมือนนั่ง Full Service เลยค่ะ

เครื่องใหม่ สะอาด ดูดีมาก

ขึ้นมาแล้วค่อนข้างประทับใจ

อายขาจัง ขาแมนมาก 555

Leg Room ยาวเหยียด กว้างขวาง สบายค่ะ

แต่ไม่ยาวเท่า Full Service นะคะ

ซึ่งจะมีผลตอนปรับนอนนี้แหละ

เนื่องจาก Flight Delay เลยรีบจัด

อาจจะเก็บขยะกันไม่ทัน อันนี้เข้าใจและเห็นใจแอร์ค่ะ

แต่จะถ่ายให้ดูหน้าตาจอและช่องเก็บของค่ะ

และมีตะขอสำหรับแขวนเสื้อนอกให้ด้วย

บริการแรกคือน้ำดื้มเอาไปก่อนเลย 1 ขวด

แล้วแอร์จะมาถามว่า รับชาหรือกาแฟไหมหลังเครื่องออก

อาหารจะทานเลย หรือจะก่อนเครื่องลงดี

หน้าจอใหญ่ ภาพคมชัด

ข้อเสียคือช่องเก็บของมี 4 ช่อง

แบ่งกันคนละ 2 กับคนข้างๆ

ซึ่งจะต้องเอื้อมออกไปใส่ช่องตรงกลางระหว่างจอ

ถ้าเดินทางเป็นคู่คือ OK นะคะ

แต่ถ้ามาคนเดียว ก็จะเสียวๆคนข้างๆนิดนึง

มาดูช่องข้างที่นั่งบ้าง

ไล่จากบนลงล่างนะคะ

ปุ่มนั้นคือ ปุ่มยกที่วางแขนขึ้นค่ะ

เวลานอนจะได้ไม่อึดอัด

เพื่อความ Private ขึ้นอีกนิด

รวมถึงเวลาเก็บของ เสียบปลั๊ก ก็จะสะดวกขึ้น

ลงมาเป็นที่เสียบหูฟัง ซึ่งมี 3 รู

แต่หูฟังที่เค้าแจกจะเหมือนพวก 29 บาทตามตลาดนัดอะคะ

ที่เป็นพลาสติก ไม่มีโฟมรองหู

แล้วก็มี Jack ให้เสียบ 1 ขา

เจ้ลองเสียบไปรูซ้ายบน ก็ได้ยินชัดเจนค่ะ

ส่วนล่างสุดเป็น USB Port

อันนี้ชาร์ตไฟเร็วกว่าพวก Full Service อีกค่ะ

ดีงาม นี้แหละที่ต้องการ

พอกดปุ่มแล้ว ที่พักแขนก็จะยกขึ้นแบบนี้

เป็นช่องเก็บของได้อีกนิดหน่อย

โดยมีตะข่ายกั้นไม่ให้ไหลตกลงไป

แล้วก็มีรีโมทซ่อนอยู่

ส่วนด้านขวาสุดนั้นคือปลั๊กไฟค่ะ

รีโมต มีความเล็กน่ารัก ชอบนะ

พวก Full Service ชอบทำใหญ่ๆ แถมมีจอ

เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ยังไงตาก็มองที่จออยู่ดี 555

ความเกร๋คือ เธอเป็นปุ่มสี่เหลี่ยมสีดำ

อันที่สองจากทางซ้ายป่ะ

นั้นคือ เมาส์ จ๊ะ

เธอสามารถใช้ปลายนิ้วเลื่อนๆซ้าย-ขวา

เหมือนเลื่อนเมาส์บนหน้าจอได้เลย

สะดวกมาก อันนี้ก็ชอบ

อีกจุดที่ชอบคือเบาะช่วงหัวสามารถปรับได้แบบนี้

ระบบ Entertainment Service มีครบ

เหมือนพวก Full Service เลยค่ะ

แต่หนังอาจจะไม่ใหม่เท่านะคะ

แต่ก็มีหนังดีๆ(ที่เจ้ชอบ)เยอะมาก

ขาไปนี้ดูไป 2 เรื่องแนะ

อีกจุดที่ชอบคือ ที่นั่งมีปุ่มนวดด้วย (ปุ่มสีฟ้านะคะ)

แล้วก็สามารถปรับให้ดันช่วงหลังได้

ปรับได้ 4 ทิศทางเลยทีเดียว

ดีมากสำหรับคนเป็น Office Syndrome แบบเจ้

แต่ปุ่มปรับนอนจะมีความเอ๋อๆหน่อย

ต้องกด-ปล่อย รัวๆ เป็นสิบรอบกว่าจะปรับนอนได้

อาหารว่างหลังเครื่องออกค่ะ

ซึ่งคู่แข่งสีเหลือง ไม่ได้มีให้ขนาดนี้นะคะ

เค้าไม่มี Amenity Kit ให้นะจ๊ะ

แล้วแจกทูน่าหัวหอมไปอี๊กกก

สงสารแอร์เลยถ้าใครไม่แปรงฟันเนี่ย

ฉะนั้น ต้องพกแปรงขึ้นมาเองด้วยนะจ๊ะ

ใต้จอมี In-Flight Magazine กับ Menu อาหาร

In-Flight Magazine บางมากกก

เนื้อหาไม่ค่อนโดนใจเท่าไร

อาทิเช่น บทความท่องเที่ยว Four Season เชียงราย

ที่ Package หลักแสนบาท

เมนูอาหารค่ะ ไม่หลากหลายเท่าคู่แข่ง

แต่ราคาอาหารที่เป็นข้าวบนเครื่องไม่ได้แพงมาก

เจ้ว่าควรจะมีเครื่องที่กินกับมาม่าขายเพิ่ม

หรือการทำ Package Promotion มากกว่านี้

เพราะ Ancillary Service พวกนี้

คือรายได้เพิ่มที่ดีมากๆของสายการบิน

รวมถึงการ Partner กับ Magnet ดังๆ

ทำเมนูเกร๋ๆ ที่มีเฉพาะบนเครื่อง

แบบที่ตอนนี้เค้านิยมทำกันในทั้ง LCC และ FSC ค่ะ

บางสายการบินมีเมนูจาก Michelin Star Chef เลยนะจ๊ะ

สำหรับ LCC จริงๆเจ้ว่าเล่น Street Food ดังๆก็ได้

เช่น ข้าวไข่ข้นปู หน่องริมคลอง

หรือ ข้าวไข่เจียวปู เจ้ไฝ ไรงี้เธอ!

เกร๋ๆ

ถ้าได้ Quality เดียวกันกับของ Original ฉันก็สั่งอ่ะ

ต่อให้แพงกว่าก็เถอะ

แล้วก็มาถึงเรื่องสำคัญค่ะ

นอน!!!

Flat bed ของนางจะปรับได้ไม่ราบสุดนะคะ

ดูจากรูปเอาเน้อ

มีหมอนและผ้าห่มให้นะจ๊ะ ไม่ต้องซื้อเพิ่ม

หมอนใบเล็กไปนิด แต่ว่า OK อยู่

ปัญหาคือ คนที่นอนยาก (แบบเจ้) จะไม่หลับเลย

ฉะนั้น รอบหน้าเจ้ควรหายานอนหลับพกติดตัวไปด้วย

ลงเครื่องเลยกลายเป็นซอมบี้เลย

เอาจริงๆ ไม่ใช่ว่าของนางไม่ดีหรอก

เพราะคนอื่นเค้าก็หลับกันหมด

แต่เจ้หลับยากเอง

ขนาดตอนนอน Business Suite (First)

ของ Malaysia Airline ยังไม่หลับเลย

แล้วก็มาถึงอาหารเช้าค่ะ มีชา กาแฟ ให้เลือกเช่นเคย

โดยกาแฟจะเป็นกาแฟดำ ใส่น้ำตาล ครีมเทียมนะคะ

อาหารเจ้ชอบมากคู่แข่งสีเหลืองเยอะมากกก

แล้วก็มีน้ำให้อีกขวดค่ะ

ถึงแล้ว ไม่เคยได้เห็นฟูจิใกล้ๆแบบคนอื่นเค้าเลย

แม้ว่าจะนั่งฝั่งซ้ายริมหน้าต่างตลอด T-T

เห็นนะ แต่ไกลลิบมากกก

ส่วนตัวค่อนข้างชอบมากนะคะ

ด้วยราคาที่จ่ายไป 20,xxx บาท

กับสิ่งที่ได้คือคุ้มมากกก

ดีกว่าบินกับเจ้าป้าซึ่งราคาตั๋ว Eco ก็ถูกกว่านี้แค่นิดหน่อย

ยกเว้นรอบล่าสุดที่มีโปรสุดสพรึง 11,450 บาท

อันนั้นเจ้ Shock มาก เกิดมาไม่เคยเห็นเจ้าป้าทำราคาถูกขนาดนี้

หรือถ้าจะบิน Business เจ้าป้าก็แพงกว่านี้มากกก

ถูกสุดที่เคยเห็นของ Business คือ Malaysia Air 26,xxx ช่วงหลังเครื่องหาย

ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว กลับมาที่ 3-4 หมื่น+++ หมดละ

แล้วก็ล่าสุดมี JAL 37,xxx ซึ่งถือว่าถูกมากกก

แต่ก็ยังแพงว่าอันนี้เกือบ 2 เท่า

แล้วยิ่งบางคนเค้าได้ Thai Lion Air - Premium Eco

ราคา 16,xxx อีก โอ้ยคุ้มเวอร์ค่ะ!

บริการบนเครื่องถือว่าดีมากกก

เจ้อาจจะโชคดีเพราะสจ๊วตคนที่มาดูแล บริการดีมากกก

ข้อเสียเดียวเลยที่เจอคือ Delay นานมากกก

แล้วเป็น Overnight Light คือทรมานมากกก

นอกเหนือจาก Delay แล้ว

เจ้ถือว่า เริศมากกก ชอบมากกก

ในอนาคตได้ใช้บริการอีกแน่นอนค่ะ

. . .

ถ้าอยากอ่านของสายการบินอื่น กดในรูปได้เลยจ๊ะ


 
 
 

Comments


bottom of page